กินวิตามินและอาหารเสริมอย่างไรให้ปลอดภัย

 วิตามิน

              เป็นสิ่งที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ คือสิ่งที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ วิตามินเราต้องได้เองจากข้างนอก ได้มาจากอาหาร เป็นส่วนหลักๆ  ถ้าสมมุติว่าเราคิดว่าเรากินอาหารไม่ได้ไม่พอ ก็ควรจะมีการเสริมขึ้นมา หรือคนบางคนที่อาจจะมีโรคบางอย่าง ที่ทำให้การสร้างวิตามินผิดปกติไปมีการสูญเสียวิตามิน หรือยาบางตัวที่ยับยั้งการดูดซึมวิตามิน อันนี้ก็ควรจะเสริมวิตามิน หรืออาหารเสริมชื่อก็บอกว่าเสริม ไม่ใช่ยา เพราะว่าเวลาที่เค้าขึ้นทะเบียนทะเบียนในส่วนของอย. เค้าจะบอกเลยว่าพวกนี้จะไม่มีคุณสมบัติ รักษาและป้องกันโรค กินแล้วไม่สามารถรักษาโรคได้โรคไม่หายแต่อาจจะไปเสริมอย่างอื่น จัดกลุ่มวิตามินตอนที่เราเรียนวิตามินจะแบ่งออกเป็น 2กลุ่ม

อันที่หนึ่งก็จะเป็นตัวที่ละลายน้ำได้กับตัวที่ละลายในน้ำมัน เพราะฉะนั้นสองกลุ่มมันก็จะเป็นตัวที่ต่างกัน ถ้าเป็นตัวที่ละลายในน้ำทุกวันที่เรากินเข้าไปถ้าเยอะเกินไปร่างกายก็จะทิ้ง คือวิตามินCและB ถ้ากินแล้วฉี่ออกเป็นสีเหลืองหน่อยแสดงว่ามีวิตามินCและBอยู่ โดยเฉพาะวิตามินB ทีนี้ตัวที่ละลายในไขมันต้องบอกว่าถ้ามันอยู่ในไขมันได้ มันก็จะสะสมในร่างกายได้ ไล่ไปทีละตัว(วิตามินA,D,E,K) •วิตามินA จริงๆแล้วได้มาจากอาหารหลายๆอย่าง จากพืชจากสัตว์ก็ไม่เหมือนกันจากพืชง่ายๆเลยสีส้ม สีออกเหลืองเข้มแดงเข้มที่เรากินเข้าไปทุกวัน อันนี้มีวิตามินAอยู่ เรารู้จักคือเบลต้าแคโรทีน  อันที่สองก็มาจากพวกสัตว์ อย่างเช่นกินเครื่องใน กินตับ พวกนี้ก็จะได้

หรือว่าจากอาหารเสริมจากวิตามิน เสริมจะมีอยู่ •วิตามินD ได้จากแสง •วิตามินE อยู่ในน้ำมันพืชทุกชนิดเลย และอยู่ในผัก อย่างเช่น อโวคาโด พวกที่มีถั่วมีน้ำมันพวกนี้จะมีวิตามินE •วิตามินK ได้จากผักใบเขียว กับแบคทีเรียใน ลำไส้ เราสร้างเองได้ เพราะฉะนั้นโดยสรุปตัวที่เราอาจจะยังจำเป็นอยู่ ต้องกินเสริมก็จะมีตัววิตามินAและเพราะเดี๋ยวนี้คนไม่ตากแดดทากันแดดกันหมด ส่วนวิตามินEกับK ก็ไม่ค่อยขาดซักเท่าไหร่นัก เพราะว่ามันผลิตเองได้ ถ้าวิตามินที่ร่างกายต้องการก็จะมีแค่นี้ แต่จะมีแร่ธาตุ ที่เราต้องการอย่างอื่น เช่น สังกะสี แต่ส่วนใหญ่ที่คนจะซื้อมากินก็คือพวกวิตามิน ร่างกายคนเราต้องการวิตามินC ประมาณ70-90มิลลิกรัม เราจะให้ร่างกายไม่เกิน2000มิลลิกรัม เพื่อให้ร่างกายไม่เกิดอันตราย ถ้ากินมากกว่านี้ กินเยอะเยอะอาจจะระคายเยื่อบุกระเพาะได้ แล้วก็ถ้ากินมากไปก็จะปัสวะทิ้งไป ไม่ได้มีประโยชน์อะไรร่างกายไม่เก็บ แล้วถ้าคนคนนั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดนิ่ว วิตามินCมันจะไปเพิ่มสารตัวหนึ่งที่ชื่อว่าอ๊อคเสลดที่ไต “ก็จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วได้ “

นั่นคือเหตุผลที่เราไม่ควรกินเยอะเกินไป  วันนึงควรจะกินผักกับผลไม้รวมกันให้ได้ 5ส่วน  หากไม่ถึงค่อยกินวิตามินซีเสริมเข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากเกินไป  ส่วนที่เป็นวิตามินละลายน้ำส่วนใหญ่อันตรายน้อย ถ้าเป็นวิตามินละลายในไขมันตัวที่อาจจะทำให้เกิดความผิดปกติหรือผลเสียได้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นวิตามินผู้หญิงตั้งท้องไม่ควรกินเพราะมีผลต่อเด็กในท้อง สรุป วิตามินAควรกินในปริมาณที่พอสมควรไม่ต้องเสริมมากเกินไป คนไข้ที่เป็นโรคไตไม่ควรทาน เพราะว่าร่างกายไม่ขาด วิตามินDถ้าไม่โดนแดดก็เสริมได้เพราะว่ามีผลต่อกระดูกและข้อ วิตามินEถ้าปกติกินถั่วและน้ำมันก็ไม่ขาด วิตามินKถ้าร่างกายเรามีแบคทีเรียที่ดีส่วนใหญ่ร่างกายสร้างเองได้  ต่อมาในเรื่องของคอลลาเจน คอลลาเจนนี้จะเป็นคนละกลุ่มกับวิตามินเพราะว่าเป็นโปรตีน พอเรากินคอลลาเจนร่างกายเราก็ย่อยเป็นโมเลกุลที่เล็กที่สุด 3ตัว   (อะมิโนเอซิด) แล้วพอร่างกายดูดซึมเข้าไป ขึ้นอยู่กับว่าร่างกายจะเอาไปสร้างอะไรที่ร่างกายขาดณ ตอนนั้น ไม่ได้เอาไปสร้างคอลลาเจนอย่างเดียว 100% จะเอาไปสร้างอะไรขึ้นอยู่กับร่างกายเลยเช่น ในขณะนั้นร่างกายป่วยร่างกายบาดเจ็บคอลลาเจนก็จะเข้าไปสร้างโปรตีนที่จะช่วยเรื่อง ของการรักษาพยาบาล คอลลาเจนที่เรากินเข้าไปจะมีอยู่ 2แบบ เป็นเม็ดแคปซูลแล้วก็เป็นน้ำ พวกที่เป็นเครื่องดื่มนอกจากคอลลาเจนมันอาจจะเติมน้ำตาลลงไป ถ้ามันมีน้ำตาลลงไปมันอาจจะทำให้น้ำหนักขึ้นได้ 

“ทุกอย่างควรกินในปริมาณที่เหมาะสมศึกษาข้อมูลก่อนกินไม่ควรกินในปริมาณที่มากเกินไปเพราะอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้นั่นเอง”

กาญจนบุรี ผีดุจริง ถ้าไม่เจอกับตัวก็คงไม่เชื่อ Ep2

 

ต่อจากตอนที่แล้วที่อยู่เราก็ล้มลงไปและมีอาการแปลก ๆ ทุกคนบนแพพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ จากนั้นเราก็สามารถพูดได้หลายเสียง มีเสียงแทรกกันไปมาเรื่อย ๆ

คนบนแพนั้นได้ยินเหมือนกันทั้งหมด ยกเว้นตัวเราเองที่เหมือนวูบหลับไป ไม่รู้สึกตัวอะไรเลย และนี่คือเสียงที่ทุกคนได้ยินเหมือนกัน

เสียงผู้ชาย : กูจะเอามันไปอยู่แทนที่กู 

เสียงเด็กผู้หญิง : หนูอยากกินน้ำแดง

เสียงเด็กผู้ชาย : เอาน้ำแดงมาให้หนูกิน เอามาให้หนูอาบ

จังหวะนั้นทุกคนในแพรต่างก็กลัวเหมือนกันหมดว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมเราถึงมีหลายเสียง

เสียงผู้ชาย : กูจะเอามันลงน้ำ

เสียงเด็กผู้หญิง : หนูไม่ปล่อยพี่หนูลงไปหรอก

แม่ด้วยความรักลูกเป็นไงเป็นกันกอดเราไว้แต่เราก็สะบัดจนแม่ลอยไปเลย แล้วเพื่อนแม่ที่เป็นผู้ชายตัวใหญ่ ๆ ประมาณ 10 คนมาช่วยกันล็อคเราไว้ แต่เราก็สะบัดจนหลุดหมด แม่บอกไม่รู้ไปเอาแรงมาจากไหน แม่บอกว่าเราพยายามจะลงไปในน้ำให้ได้ มันท่าไม่ดีแล้ว ทั้งกลัว ทั้งเป็นห่วงลูก แม่จึงตัดสินใจโทรให้เจ้าของแพรมาลากแพรเข้าฝั่งและหาตำหนักหมดผี หรือตำหนักร่างทรงอะไรก็ได้ที่มีอยู่แถวนั้น เพราะคิดอะไรไม่ออกแล้วจะไปโรงพยาบาลหมอก็ไม่น่าช่วยอะไรได้ จนโทรติดที่นึงเค้าก็ให้รีบไปหาแล้วตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 5 ทุ่มแล้วเราวูบไปหลายชั่วโมงเลยโดยที่ไม่รู้สึกตัวอะไรเลยเหมือนหลับปกติเลย ในขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายก็มีเสียงพูดขึ้นมาอีกแล้ว

เสียงผู้ชาย : กูจะฆ่ามัน กูจะเอามันไปให้ได้

เสียงผู้หญิง : พูดขึ้นมาว่า นี่ร่างทรงกู เลือดเนื้อกู ใครอย่ายุ่ง 

แค่นั้นแหละเสียงผู้ชายก็หายไป จากนั้นเจ้าหน้าที่ของเขื่อนศรีนครินทร์ที่เป็นเพื่อนของแม่ก็พาเราและครอบครัวไปที่ตำหนักร่างทรงแหล่งหนึ่งในป่า ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้สึกตัวอะไรเลย พอถึงตำหนักเค้าก็ทำพิธีอะไรซักอย่าง แม่บอกว่าน่ากลัวมากน่าจะเป็นพิธีไล่ผี พอเค้าทำพิธีเสร็จแม่บอกว่าเราก็พูดภาษาอะไรก็ไม่รู้ ที่เราไม่เคยพูดและพูดไม่เป็นแน่ ๆ กับร่างทรงคนนั้น จากนั้นร่างทรงคนนั้นเค้าก็บอกกับแม่เราว่า 

ร่างทรง : กูไล่ผีผู้ชายที่จะมาเอาลูกมึงได้แล้วนะ ที่เหลือก็เหลือแต่ของลูกมึงเองที่มีอยู่กับตัวอยู่แล้ว

แม่ : ของอะไรคะ ไม่มีนะคะ

ร่างทรง : ยืนยันคำตอบว่าคิดดี ๆ ว่าหลายสิบปีก่อนเคยมีคนทักอะไรมา แล้วเค้าก็ให้น้องกุมารมาตามดูแลตั้งแต่วันนั้นจนถึงทุกวันนี้ ที่ลูกมึงลอดมาได้จนถึงทุกวันนี้เพราะเค้าช่วย แต่เค้าจะช่วยมากไม่ได้แล้วเพราะลูกมึงเริ่มโตแล้ว วิธีเดียวที่จะรอดไปได้คือต้องกลับไปหาตำหนักเก่าให้เค้าทำพิธีรับขันธ์ครูให้ ไม่อย่างนั้นลูกมึงตายแน่ แล้วเค้าก็บอกว่าไปหาให้เจอแต่ถ้าไม่เจอยังไงภายใน 3 วันมึงต้องกลับมาไม่งั้นไม่ลอดแน่ ๆ เพราะมันจ้องจะเอาลูกมึงอยู่มันตามไปทุกที่แน่

แม่ : เคยไปตำหนักจริงแหละตอนประมาณเราอนุบาล 2 ที่สมุทรปราการตอนนั้นชะตาเราขาดแม่ไปทำพิธีต่อชะตาให้ที่นั้น

แต่คือมันนานมากแล้วจนตอนนี้ลูกอยู่มอ 5 แล้วเค้าจะยังอยู่รึป่าว ร่างทรงก็ทำพิธีดูให้แล้วเค้าก็บอกว่าเค้ายังรอลูกมึงอยู่ที่เดิม เค้าไม่ได้ย้ายบ้านไปไหนเพราะเค้ารอลูกมึงอยู่

นี่คือน้องกุมารทั้ง 2 ที่ตามคอยดูแลเราตั้งแต่ยังเด็ก ๆ ชื่อน้องถุงเงินและน้องถุงทอง

ปริศนาหอยนางรมเจ

ทำไมหอยนางรมจึงถือเป็นอาหารเจ?

การที่หอยนางรมเป็นอาหารเจนั้น มาจากความเชื่อ และตำนานที่เล่าต่อๆ กันมา และมีหลายตำนานเสียจนเราไม่อาจรู้ได้ ว่าเรื่องจริงเป็นมายังไงกันแน่ แต่หลักๆ แล้วที่ฟังกันมาจะมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน แถมมีเนื้อเรื่องคล้ายกันอีกต่างหาก คือ เรื่องขององค์หญิงเมี่ยวซ่าน กับ พระถังซั่มจั๋ง แต่สิ่งที่เชื่อมโยงของสองตำนานนี้ที่เหมือนกัน นั่นก็คือบุคคลในทั้งสองเหตุการณ์นั้นกินเจ แต่ต้องไปตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถหาอาหารได้ จึงจำต้องหาสิ่งอื่นกินทดแทนเพื่อจะได้บำรุงร่างกายไว้ในการทำความดีต่อไป เป็นการบอกว่าเราสามารถผ่อนผันได้บ้างตามสถานการณ์นั่นเอง

  • พระถังซำจั๋ง ตำนานเล่าว่า เมื่อครั้งพระถังซำจั๋งเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่ชมพูทวีป ระหว่างทางไม่สามารถหาสิ่งใดฉันได้เลย จึงตั้งจิตอธิษฐานว่าหากมีสิ่งใดที่ฉันได้โดยไม่ผิดบาป ขอจงปรากฏขึ้นมาเป็นภักษาหารด้วยเถิด และจากตรงนี้เรื่องเล่าแบ่งออกเป็น 2 แยก คือ บ้างก็ว่าหอยนางรมผุดขึ้นมาจากดินเป็นจำนวนมาก อุทิศตนเป็นอาหารให้แก่พระถังซำจั๋ง อีกแบบก็คือระหว่างท่านลงเรือข้ามมหาสมุทร เสบียงก็หมดเหมือนกับตำนานข้างบน พระถังจึงอธิษฐานว่าจะเอาไม้เท้าจุ่มลงไปในทะเล สัตว์ชนิดไหนติดขึ้นมาก็ขอให้รับการยกเว้นสามารถกินได้ และแน่นอน เป็นหอยนางรมที่ติดไม้เท้าท่านขึ้นมา เหตุนี้จึงถือว่าหอยนางรมเป็นของเจ
  • องค์หญิงเมี่ยวซ่าน องค์หญิงเมี่ยวซ่าน พาประชาชนที่นับถือในพระพุทธศาสนาหนีตายจากการเข่นฆ่าของพระเจ้าเมี่ยวจวงลงเรือออกทะเล (เป็นสาวกของเจ้าแม่กวนอิมเดินทางออกไปแสวงบุญแล้วเสบียงอาหารหมด) ด้วยความที่ท่านกินเจเลยไม่สามารถจับสัตว์น้ำได้ ท่านเลยอธิษฐานว่าจะจุ่มไม้เท้าลงไปในทะเล ถ้าสัตว์ใดถึงฆาตก็ขอให้ติดไม้เท้าขึ้นมาให้กิน หลังจากจุ่มก็มีหอยนางรมติดขึ้นมานั่นเอง

 

ไข่ตุ๋นง่ายๆด้วยไมโครเวฟ

     หากอยากทานไข่ตุ๋น แต่ไม่มีซึ้งนึ่งก็ไม่ต้องเสียใจไปค่ะ เพราะวันนี้เพียงแค่มีไมโครเวฟ ก็สามารถทำไข่ตุ๋นแสนอร่อยเนื้อนุ่ม หน้าเนียนเด้ง ทานได้แบบไม่ต้องรอนานเลยค่ะ

วัตถุดิบ

  • ไข่ไก่
  • น้ำสะอาด
  • เนื้อกุ้งสับ
  • เนื้อหมูบด
  • ผงปรุงรส
  • ต้นหอมซอย
  • พริกไทยขาวป่น
  • แครอทลวกหั่นเต๋า
  • ต้นหอมซอย
  • กุ้งและเนื้อหมูสำหรับตกแต่ง

วิธีทำ

  1. ตอกไข่ลงในชามที่มีน้ำสะอาด
  2. ตีส่วนผสมไข่ให้เข้ากัน ใส่กุ้งสับ และเนื้อหมูบดลงในชามไข่
  3. ตีไข่ให้ส่วนผสมทุกอย่างรวมเข้ากัน ปรุงรสด้วยคนอร์อร่อยชัวร์รสหมู และโรยต้นหอม แล้วตีให้เข้ากันอีกครั้ง
  4. ตักไข่ตุ๋นใส่ถ้วย และปิดฝา นำเข้าเตาไมโครเวฟ
  5. เปิดไฟแรงปานกลาง ประมาณ 6-10 นาที หรือจนกว่าไข่สุก
  6. นำออกจากเตาและตกแต่งด้วยด้วยผักและหมูต่างๆให้สวยงาม